ยุทธศาสตร์
  
	เพื่อลดจุดอ่อนทั้ง ๕ ที่ส่งผลให้ปัญหายาเสพติดของประเทศมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น จึงกำหนด ยุทธศาสตร์ ๕ รั้วป้องกัน เพื่อเป็นเกราะคุ้มกันภัยยาเสพติดใน
แต่ละระดับ โดยในแต่ละ รั้วป้องกัน จะมุ่งตรงไปสู่เป้าหมายการควบคุมผู้เสพ ผู้ค้ายาเสพติด และ กลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสเข้ามาเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้มากที่สุด
จึงจะเป็นการสร้างแนวป้องกันอย่างแท้จริง  และสามารถควบคุมปัญหาได้
	คำว่า รั้ว หมายความถึง การสร้างภูมิคุ้มกัน สร้างกิจกรรม  สร้างกระบวนการทำงานเพื่อให้บุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและประชาชนได้ดำเนินการร่วม
กันอย่างมีประสิทธิภาพและบูรณาการมาตรการ ให้สามารถดำเนินการต่อผู้เสพ ผู้ค้ายาเสพติด และกลุ่มเสี่ยงมิให้เข้ามาเกี่ยวข้องกับยาเสพติดได้ โดยกำหนด 
๕ รั้วป้องกัน ในการควบคุมและลดปัญหา  ดังนี้
รั้วชายแดน คือ การสร้างกิจกรรม กระบวนการทำงานตามมาตรการ เสริมความเข้มแข็ง  ป้องกันการลักลอบนำเข้ายาเสพติดตามแนวชายแดนที่กำหนดเป็น
เป้าหมายที่จะดำเนินการ
รั้วชุมชน คือ การสร้างกิจกรรม กระบวนการทำงานทุกมาตรการ เสริมความเข้มแข็ง มีภูมิคุ้มกันด้านยาเสพติดในระดับหมู่บ้าน/ชุมชนที่กำหนดเป็นเป้าหมาย
รั้วสังคม คือ การสร้างกิจกรรม กระบวนการทำงาน จัดระเบียบสังคมแบบบูรณาการ ขจัดปัจจัยเสี่ยงที่เป็นเงื่อนไขทางลบทุกประเภท เสริมสร้างปัจจัยทางบวก ที่ส่งผลต่อการสร้างภูมิคุ้มกันต่อปัญหายาเสพติด เพื่อให้ทุกสังคมในทุกจังหวัดมีความเข้มแข็ง
รั้วโรงเรียน คือ การสร้างกิจกรรม กระบวนการทำงาน เสริมความเข้มแข็งในโรงเรียน สถานศึกษา และให้เยาวชนรุ่นใหม่มีภูมิคุ้มกันต่อต้านยาเสพติด
รั้วครอบครัว คือ การสร้างกิจกรรม กระบวนการทำงาน เสริมความเข้มแข็งให้กับสถาบันครอบครัว ให้มีภูมิคุ้มกันด้านยาเสพติดมากขึ้น เป็นหน่วยพื้นฐานของสังคมที่ดี
เป้าหมายปฏิบัติการ
	เพื่อให้บรรลุผลต่อการลดระดับปัญหายาเสพติดของประเทศ จึงกำหนด ๓ เป้าหมายหลักที่จะต้องดำเนินการอย่างจริงจัง หากบรรลุผลตามนี้ เชื่อมั่นได้ว่า ปัญหา
ยาเสพติดของประเทศจะต้องลดระดับลงอย่างแน่นอน ดังนี้
	เป้าหมายที่ ๑ เป้าหมายพื้นที่เน้นหนัก ได้แก่ เป้าหมายที่ต้องลดระดับปัญหาให้ได้เมื่อสิ้นสุดการดำเนินงานตามแผนฯ โดยเน้นไปที่กลุ่มพื้นที่ที่มีระดับปัญหา
ยาเสพติดอยู่ในสัดส่วนที่สูงกว่าพื้นที่ทั่วไป หากสามารถลดระดับปัญหายาเสพติดในกลุ่มพื้นที่เหล่านี้ได้ ก็จะส่งผลต่อการลดระดับปัญหายาเสพติดในขอบเขต
ทั่วประเทศ โดยมี ๔ กลุ่มพื้นที่หลัก จำนวน ๒๖ จังหวัด ที่มีสัดส่วนของปัญหายาเสพติดเกือบ ๗๐% ของปัญหาทั้งประเทศ 
	ประกอบด้วยพื้นที่หลักที่ ๑ พื้นที่นำเข้ายาเสพติดหลักตามแนวชายแดนจำนวน ๑๘ อำเภอ ใน ๘ จังหวัด ซึ่งเป็นพื้นที่หลักที่มีการลักลอบนำเข้ายาเสพติ
ดอย่างต่อเนื่องมากที่สุด ได้แก่
จังหวัดเชียงราย (อ.แม่สาย อ.เชียงแสน อ.แม่จัน อ.แม่ฟ้าหลวง)
จังหวัดเชียงใหม่ (อ.ฝาง อ.เชียงดาว อ.เวียงแหง อ.ไชยปราการ อ.แม่อาย)
จังหวัดแม่ฮ่องสอน (อ.ปาย อ.ปางมะผ้า)
จังหวัดหนองคาย (อ.เมือง อ.บึงกาฬ)
จังหวัดนครพนม (อ.ท่าอุเทน อ.บ้านแพง)
จังหวัดมุกดาหาร (อ.เมือง)
จังหวัดอุบลราชธานี (อ.เขมราฐ)
จังหวัดสระแก้ว (อ.อรัญประเทศ)
	พื้นที่หลักที่ ๒ พื้นที่ กทม.และจังหวัดปริมณฑล โดย กทม.ถือเป็นพื้นที่ใจกลาง(heartland)ของการแพร่ระบาดยาเสพติดของประเทศ และจังหวัดปริมณฑล
ที่เกี่ยวเนื่องอีก ๕ จังหวัด ได้แก่ สมุทรปราการ นนทบุรี นครปฐม ปทุมธานี สมุทรสาครพื้นที่หลักที่ ๓ พื้นที่แพร่ระบาดยาเสพติดสำคัญจำนวน ๑๒ จังหวัดได้แก่
	ภาคเหนือ ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม
	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ อุบลราชธานีภาคกลาง ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี  กาญจนบุรี ราชบุรี ชลบุรี ฉะเชิงเทรา
	ภาคใต้ ได้แก่  นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี  สงขลา
	พื้นที่หลักที่ ๔ พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ปัญหายาเสพติดซ้อนทับกับปัญหาความมั่นคง ได้แก่ นราธิวาส ปัตตานี ยะลา
	เป้าหมายที่ ๒ เพิ่มจำนวนผู้เสพยาเสพติดเข้าสู่ระบบบำบัดรักษาให้มากขึ้น หากลดจำนวนผู้เสพ ยาเสพติดจากหมู่บ้าน/ชุมชน และสังคมได้มากเท่าใด 
ปัญหายาเสพติดก็จะลดลงมากขึ้นเท่านั้น โดย
๒.๑ กำหนดเป้าหมายนำผู้เสพเข้าบำบัดฯโดยกระบวนการชุมชน ประชาสังคม และในระบบสมัครใจ ให้ได้จำนวนไม่น้อยกว่า ๑๒๐,๐๐๐ คน ในระยะ ๖ เดือน
๒.๒ ผู้เสพยาเสพติดที่ต้องเข้าสู่ระบบบังคับบำบัดฯในพื้นที่ กลุ่มที่ ๒ และพื้นที่กลุ่มที่ ๓ จะต้องได้รับการบำบัดฯตามความเหมาะสมกับเงื่อนไขการเสพติด
ให้ได้มากที่สุด
	เป้าหมายที่ ๓ ลดจำนวนเครือข่าย/กลุ่มการค้ายาเสพติดรายสำคัญ และกลุ่มผู้ค้าแพร่ระบาดยาเสพติดที่ก่อความเดือดร้อนให้กับชุมชน โดย
๓.๑ จับกุม ปราบปรามเครือข่าย/กลุ่มผู้ค้ารายสำคัญที่กำหนดเป็นเป้าหมายให้ได้ มากที่สุด
๓.๒ จับกุม ปราบปรามผู้ค้ายาเสพติดที่สร้างความเดือดร้อนกับชุมชนให้ได้มากที่สุด
	เป้าหมายที่ ๔ ลดระดับปัญหายาเสพติดให้ลดลงในทุกจังหวัด โดยให้ทุกจังหวัดกำหนดเป้าหมาย กิจกรรมการดำเนินงานให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ 
๕ รั้วป้องกันและ ๗ โครงการหลัก

การปฏิบัติการ  

   เพื่อให้บรรลุเป้าหมายลดระดับปัญหายาเสพติดของประเทศ และให้มีการปฏิบัติการที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ ๕ รั้วป้องกัน และกลุ่มเป้าหมายที่จะดำเนินการ
จึงกำหนด ๗ โครงการหลัก ให้ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องใช้เป็นแนวทาง กิจกรรมการปฏิบัติ ดังต่อไปนี้
   ๑ โครงการ รั้วชายแดน : การสกัดกั้นการนำเข้ายาเสพติดตามแนวชายแดน
   ๒ โครงการ รั้วชุมชน : การเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน ประชาสังคม ป้องกันยาเสพติด
   ๓ โครงการ รั้วสังคม : การจัดระเบียบสังคมแบบบูรณาการ 
   ๔ โครงการ รั้วโรงเรียน : โรงเรียนป้องกันยาเสพติด
   ๕ โครงการ รั้วครอบครัว : ครอบครัวสีขาว ครอบครัวเข้มแข็ง
   ๖ โครงการ ปราบปรามยาเสพติดสำคัญและลดความเดือดร้อนของประชาชน
   ๗ โครงการ บำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติดแบบบูรณาการ
โดยมีสาระสำคัญของแต่ละโครงการ/กิจกรรมหลัก  ดังต่อไปนี้
                                                                         
      
 โครงการ รั้วชายแดน : การสกัดกั้นการนำเข้ายาเสพติดตามแนวชายแดน 
๑.สถานการณ์       
   ๑.๑  ยาเสพติดหลักที่แพร่ระบาดในประเทศไทย ส่วนใหญ่ ผลิตจากประเทศเพื่อนบ้าน และลักลอบนำเข้ามาในประเทศไทย ทางภาคเหนือ ภาคตอ/น. 
และภาคกลาง จากการวิเคราะห์ข้อมูลการจับกุม และการข่าวสถานการณ์การนำเข้ายาเสพติด ปรากฏว่า ในปี ๒๕๕๑ มีพื้นที่ลักลอบนำเข้ายาเสพติดตามแนวชายแดน
๔๔ อำเภอ ใน ๑๗ จังหวัด จำนวนนี้ มี ๑๘ อำเภอ จาก ๘ จังหวัด ที่มีสัดส่วนการนำเข้ายาเสพติดหลัก ๘๐% ของปริมาณการนำเข้ายาเสพติดที่ถูกจับกุมทั้งหมด   
   ๑.๒ จากการวิเคราะห์ข้อมูลการจับกุมยาเสพติด ในปี ๒๕๕๑ พบว่า ยาเสพติดที่มีการนำผ่านประเทศไทยตามแนวชายแดน และถูกจับกุมโดยหน่วยปราบปรามฯต่างๆ
ประมาณ ๔๘.๒ % ถูกจับกุมได้ในพื้นที่ชายแดน ในขณะที่อีก ๕๑.๘ % หลุดรอดการจับกุมจากพื้นที่ชายแดนและถูกจับกุมในพื้นที่ตอนใน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า 
ยังมียาเสพติดจำนวนมากที่หลุดรอดจากแนวชายแดนเข้ามาในพื้นที่ตอนในของประเทศได้  หากนับจำนวนที่หลุดรอดเข้ามาและไม่ถูกจับกุม ก็จะทำให้จำนวนสัดส่วน
ของการจับกุมในพื้นที่ชายแดน จะต้องลดน้อยลงกว่านี้
๒ พื้นที่เป้าหมาย
   ๒.๑ กำหนดพื้นที่นำเข้ายาเสพติดหลัก ๑๘ อำเภอ ใน ๘ จังหวัด เป็นพื้นที่เป้าหมายหลักในการสกัดกั้นยาเสพติด ได้แก่
             จังหวัดเชียงราย มี ๔ อำเภอ ได้แก่ อ.แม่สาย อ.เชียงแสน อ.แม่จัน อ.แม่ฟ้าหลวง
             จังหวัดเชียงใหม่ มี ๕ อำเภอ ได้แก่ อ.ฝาง อ.เชียงดาว อ.เวียงแหง อ.ไชยปราการ อ.แม่อาย 
             จังหวัดแม่ฮ่องสอน มี ๒ อำเภอ ได้แก่ อ.ปาย อ.ปางมะผ้า 
             จังหวัดหนองคาย มี ๒ อำเภอ ได้แก่ อ.เมือง อ.บึงกาฬ  
            จังหวัดนครพนม มี ๒ อำเภอ ได้แก่ อ.ท่าอุเทน อ.บ้านแพง
             จังหวัดมุกดาหาร มี ๑ อำเภอ ได้แก่ อ.เมือง 
             จังหวัดอุบลราชธานี มี ๑ อำเภอ ได้แก่ อ.เขมราฐ
             จังหวัดสระแก้ว มี ๑ อำเภอ ได้แก่ อ.อรัญประเทศ
   ๒.๒ สกัดกั้นยาเสพติดในพื้นที่อำเภอชายแดนอื่น  ที่มีการลักลอบนำเข้ายาเสพติดในสัดส่วนรองลงมา เป็นพื้นที่เป้าหมายรอง
๓ การปฏิบัติ เสริมความเข้มแข็งในพื้นที่เป้าหมายหลักให้มีขีดความสามารถในการสกัดกั้นมากยิ่งขึ้น  ดังนี้
   ๓.๑ จัดกำลังปฏิบัติการลาดตระเวน สกัดกั้นตามแนวชายแดน โดยให้ กำลังของหน่วยทหาร กำลังกึ่งหน่วยทหาร ทั้งที่เป็นหน่วยทหารพราน หน่วยตำรวจ
ตระเวนชายแดน หน่วยปฏิบัติการของตำรวจภูธรพื้นที่ ฯลฯ เข้าลาดตระเวนพื้นที่หมู่บ้าน เส้นทาง ช่องทาง ที่มีความเสี่ยงต่อการนำเข้ายาเสพติด รวมทั้ง 
ดำเนินการตรวจค้น ปิดล้อม จับกุมบุคคล พื้นที่ หมู่บ้านที่มีข่าวสารด้าน ยาเสพติดอย่างจริงจัง ต่อเนื่อง
   ๓.๒ จัดจุดตรวจ/จุดสกัดเส้นทางตามแนวชายแดน ที่มีความเสี่ยงต่อการนำเข้ายาเสพติด โดยให้ กำลังของหน่วยทหาร/กึ่งทหาร ตำรวจตระเวนชายแดน
ตำรวจภูธรพื้นที่ ฯลฯ และให้มีการตรวจค้นบุคคล ยานพาหนะที่ต้องสงสัยว่าซุกซ่อนและลำเลียงยาเสพติดอย่างจริงจัง
   ๓.๓ จัดกำลังปฏิบัติการสกัดกั้นยาเสพติด ณ ด่านถาวร ที่มีความเสี่ยงต่อการนำเข้ายาเสพติด โดย ให้กำลังของ หน่วยศุลกากรพื้นที่หน่วยตำรวจตรวจคน
เข้าเมือง กำลังผสมของหน่วยต่างๆที่จัดให้มีขึ้น ฯลฯ เข้าดำเนินการตรวจค้น จับกุมบุคคล ยานพาหนะที่ซุกซ่อนยาเสพติด เข้า-ออกนอกประเทศอย่างจริงจัง
รวมทั้ง ให้ความสำคัญในจุดผ่อนปรนตามแนวชายแดน มิให้เป็นพื้นที่ลักลอบนำเข้ายาเสพติด
   ๓.๔ จัดตั้งอาสาสมัครประชาชนในหมู่บ้านตามแนวชายแดนเป็นกำลังเฝ้าระวังและป้องกันยาเสพติด และเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงาน โดย คัดเลือก 
อาสาสมัครประชาชนในทุกหมู่บ้านตามแนวชายแดน ประมาณ หมู่บ้านละ ๑๐-๒๐ คนหรือตามความเหมาะสม ทำหน้าที่ เฝ้าระวัง ป้องปราม เฝ้าตรวจ สอดส่อง
ดูแล จัดเวรยามหมู่บ้าน ร่วมกับ กำลังปฏิบัติการของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องในการร่วมสกัดกั้นยาเสพติดตามแนวชายแดน
   ๓.๕ จัดทำแผนยุทธการสกัดกั้นยาเสพติดเฉพาะบริเวณ ในกรณีที่บางพื้นที่ มีสถานการณ์การนำเข้ายาเสพติดในระดับรุนแรงมากขึ้น 
เกินกว่ากำลังปฏิบัติปกติที่มีอยู่จะสามารถดำเนินการได้ ให้มีการกำหนดและจัดทำแผนยุทธการเฉพาะ  และสนับสนุนกำลังปฏิบัติการที่มีอยู่ตามความเหมาะสม
   ๓.๖ ปฏิบัติการสกัดกั้นยาเสพติดเชิงรุก  ด้วยการดำเนินมาตรการทางการข่าว การร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งในด้านการข่าว ปราบปราม 
สกัดกั้น ลาดตระเวนร่วม การสร้างความร่วมมือระหว่างชุมชนตามแนวชายแดน การปฏิบัติการพิเศษ ฯลฯ
๔ ความรับผิดชอบ
   ๔.๑ ผู้รับผิดชอบหลัก : ผู้บัญชาการทหารสูงสุด
   ๔.๒ เจ้าภาพหลัก : กองบัญชาการกองทัพไทย กอ.รมน.
  ๔.๓ เจ้าภาพร่วม : สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย (สำนักงานปลัดกระทรวงฯ กรมการปกครอง กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น)
  ๔.๔ หน่วยงานรอง : กรมศุลกาก
   ๔.๕ กลไกประสานงาน : คณะอำนวยการการปฏิบัติการสกัดกั้นยาเสพติดตามแนวชายแดน หรือ อนุกรรมการ ตามเหมาะสม
   ๔.๖ ผู้รับผิดชอบระดับพื้นที่ : ผอ.รมน.ภาคที่ ๑ /๒ /๓ /๔
                                                                        
     โครงการ รั้วชุมชน : การเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน  ประชาสังคมป้องกันยาเสพติด
๑ สถานการณ์
	๑.๑ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ชุมชนอยู่ในสภาพที่อ่อนแอ ความเข้มแข็งที่เคยพึ่งตนเอง-พึ่งพากันเองได้ อยู่ในสภาพลดน้อยถอยลง ต้องพึ่งพาและหวังพึ่งปัจจัยภายนอก
ความอ่อนแอของชุมชน ความไม่มีภูมิคุ้มกันของชุมชน  เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ปัญหายาเสพติดเข้ามาแพร่ระบาดในชุมชน ทำให้ความอ่อนแอของชุมชนที่มีอยู่แล้ว
กลับต้องอ่อนแอมากขึ้นไปอีก
	๑.๒ หากพิจารณาปัญหายาเสพติดในระดับหมู่บ้าน/ชุมชนทั่วประเทศ ปรากฏว่า หมู่บ้าน/ชุมชนที่ปรากฏข่าวสารว่ามีปัญหายาเสพติด ในปี ๒๕๕๑ ประมาณร่วม
๑๕,๐๐๐ หมู่บ้าน/ชุมชน ซึ่งอาจจะไม่มีความเข้มแข็งและมีภูมิต้านทานต่อปัญหายาเสพติดได้
	๑.๓ นโยบายของรัฐบาล และนายกรัฐมนตรี  ได้ประกาศอย่างชัดเจนที่จะสนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม  และภาคชุมชนในการแก้ไขปัญหาสังคม
มในด้านต่างๆ การเพิ่มความสมดุล โดยสร้างความเข้มแข็งให้ภาคประชาสังคมและชุมชนให้เพิ่มมากขึ้น จะเป็นส่วนสำคัญ ที่จะทำให้ ปัญหายาเสพติดและปัญหา
สังคมอื่นได้รับการแก้ไขอย่างแท้จริง
๒. เป้าหมาย
	๒.๑  เสริมสร้างชุมชนที่ยังปรากฏปัญหายาเสพติดให้มีบทบาทป้องกันและแก้ไข ปัญหายาเสพติดทั้งประเทศ  โดยเน้นชุมชนที่มีปัญหายาเสพติด ในปี ๒๕๕๑
ประมาณ ๑๕,๐๐๐ หมู่บ้าน/ชุมชน เป็นเป้าหมายแรกที่จะต้องดำเนินการ ส่วนหมู่บ้าน/ชุมชนที่นอกเหนือจากนี้  กำหนดเป็นเป้าหมายรอง
	๒.๒  ส่งเสริมภาคเอกชน ภาคประชาสังคมให้มีบทบาทในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเป็นรูปธรรมทุกจังหวัด
๓ การปฏิบัติ
	ฟื้นฟูและเสริมสร้างชุมชนเข้มแข็งด้วย ๗ ปัจจัยสำคัญในหมู่บ้าน/ชุมชน โดยเน้นบทบาทของจังหวัดและอำเภอ รวมทั้ง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เสริม ๗ ปัจจัยความเข้มแข็งให้กับหมู่บ้าน/ชุมชน ดังนี้
	๓.๑ จัดประชุม ประชาคมหมู่บ้าน โดย ให้จัดทีมวิทยากรของอำเภอ/ตำบลหรือกลไกอื่นที่ปฏิบัติงานในหมู่บ้าน/ชุมชน เข้าประชุมประชาคมหมู่บ้าน
ที่กำหนดเป็นเป้าหมายลำดับแรก เพื่อสำรวจ ตรวจสอบผู้มีพฤติการณ์ด้านยาเสพติด ทั้งค้าและเสพ ด้วยกระบวนการประชาคมในชุมชน เป็นการคัดกรองปัญหา
ยาเสพติดในหมู่บ้าน/ชุมชนขั้นต้น
	๓.๒ เสริมบทบาทกำนัน ผู้ใหญ่บ้านและกรรมการหมู่บ้านตามกฎหมายปกครองท้องที่ พ.ศ.๒๕๕๑ มีภารกิจในการป้องกันและเฝ้าระวังปัญหายาเสพติด
ในหมู่บ้าน เพิ่มมากขึ้น โดย จัดให้มีกลไกที่ชัดเจนภายในกรรมการหมู่บ้าน รับผิดชอบงานด้านยาเสพติด และให้ทุกอำเภอจัดอบรม ให้ความรู้ ภารกิจ หน้าที่ให้กับ
บุคคลในกลไกของกรรมการหมู่บ้านได้ทราบ
	๓.๓ มอบหมาย หน้าที่ให้กับอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน(อสม.) ในงานด้านยาเสพติดในหมู่บ้าน/ชุมชน โดย มอบหมายให้ อสม.แต่ละหมู่บ้าน
รับผิดชอบ สำรวจ ค้นหาผู้เสพ ยาเสพติดในหมู่บ้าน/ชุมชน ชักชวนผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติดเข้าบำบัด และติดตาม ช่วยเหลือผู้ผ่านการบำบัดฯ และรายงานผล
การติดตามให้กับกรรมการหมู่บ้าน หรือ สถานพยาบาลที่รับผิดชอบ
	๓.๔ ฟื้นฟูอาสาสมัครประชาชนในหมู่บ้านๆ ละ ๑๐-๒๐ คนตามความเหมาะสม ทำหน้าที่ในการป้องกัน เฝ้าระวัง ค้นหาผู้เสพยาเสพติดในหมู่บ้าน โดยให้
ทุกอำเภอมีกระบวนการคัดเลือก อบรม ขึ้นทะเบียนรายชื่อและมอบหมายภารกิจให้กับอาสาสมัครดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม และให้อาสาสมัครประชาชนดังกล่าว
อยู่ในกลไกของกรรมการหมู่บ้านฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตามเหมาะสม
	๓.๕ ส่งเสริมบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละระดับ ให้มีบทบาทสนับสนุนกิจกรรมด้านยาเสพติดเพิ่มขึน โดยให้ความสำคัญในกิจกรรมป้องกันยาเสพติด
การจัดกิจกรรมทางเลือกให้กับเยาวชน การสนับสนุนงบประมาณและทรัพยากรให้กับผู้เคยมีพฤติการณ์ด้าน ยาเสพติด ทั้งที่เป็นผู้ผ่านการบำบัดฯ ผู้ผ่านกระบวน
การทางกฎหมาย ฯลฯ รวมทั้ง เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับกลไกประสานงานด้านยาเสพติดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการป้องกันยาเสพติดในตำบล
	๓.๖ ส่งเสริมกระบวนการรวมกลุ่มเป็นเครือข่ายชุมชนจากระดับหมู่บ้าน/ชุมชนสู่ตำบลในพื้นที่ที่มีความพร้อม เพื่อขยายความร่วมมือของชุมชน
จากหมู่บ้านไปถึงระดับตำบล โดยบูรณาการกลไกผู้นำในแต่ละหมู่บ้าน ทั้งที่เป็นผู้นำทางการ-ผู้นำธรรมชาติ-ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นเครือข่ายระดับตำบล
และจัดให้มีกิจกรรมเฝ้าระวัง ป้องกันยาเสพติดระดับตำบล มีการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน สร้างหมู่บ้าน/ตำบลที่เป็นศูนย์เรียนรู้ในทุกจังหวัด
ตามจำนวนที่เหมาะสม ยึดหลักคุณภาพ
	๓.๗ เสริมสร้างแนวความคิดของชุมชนในพื้นที่เป้าหมาย ใช้การรวมกลุ่มของชุมชนจากการแก้ไขยาเสพติด พัฒนาไปสู่การเสริมสร้างสมานฉันท์ และเชิ
ดชูสถาบันหลักของชาติ โดยใช้บทบาทของวิทยากรกระบวนการอาสา อบรม ให้ความรู้แกนนำชุมชน ประชาชนในหมู่บ้าน/ชุมชนเป้าหมาย ให้มีแนวความคิด 
อุดมการณ์  เสริมสร้างสมานฉันท์  จงรักภักดีต่อสถาบันหลักของชาติ และนำ โครงการ หมู่บ้านกองทุนแม่ของแผ่นดิน  ซึ่งเป็นโครงการที่น้อมนำพระบารมี
ของสถาบันพระมหากษัตริย์ และพระราชินี มาเป็นขวัญกำลังใจในการแก้ไขปัญหายาเสพติดในหมู่บ้าน/ชุมชน
	๓.๘ นำปัจจัยที่เสริมสร้างในหมู่บ้าน/ชุมชนทั้ง ๗ ข้างต้นร่วมกันลดปัญหายาเสพติดในหมู่บ้าน/ชุมชน โดย รวมพลังกัน ร่วมสำรวจ ค้นหาผู้เสพยาเสพติด
ในหมู่บ้าน/ชุมชน และนำเข้าบำบัดรักษาตามรูปแบบที่เหมาะสม เป็นภารกิจแรก เพื่อลดจำนวนผู้เสพยาเสพติดในชุมชนให้ได้ จากนั้น จัดระบบติดตาม 
ช่วยเหลือผู้ผ่านการบำบัดฯ  มิให้มีพฤติการณ์ด้านยาเสพติดอีก และจัดระบบเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดในหมู่บ้าน/ชุมชน ด้วยการจัดระบบเวรยาม เฝ้าระวังในชุมชน
เสริมระบบตรวจสอบ ในชุมชน จัดตั้งกลุ่มครอบครัว กลุ่มเยาวชน ฯลฯ
	๓.๙ ใช้มาตรการทางกฎหมายดำเนินการต่อผู้ค้าและผู้เสพยาเสพติดในหมู่บ้าน/ชุมชนเป้าหมาย ผสมผสานกับมาตรการชุมชน โดย ใช้มาตรการปราบปราม
ปิดล้อม ตรวจค้น อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดทอนโครงสร้างทางการค้าในพื้นที่ และจับกุมผู้เสพยาเสพติดที่ไม่ยินยอมสมัครใจเข้าบำบัดฯ เข้าสู่ระบบบังคับฯ
การขยายบทบาทภาคเอกชน ประชาสังคม ให้หน่วยงานส่วนกลางที่เกี่ยวข้องและจังหวัด ดำเนินการ ดังนี้้
	๓.๑๐ สนับสนุนองค์กรภาคธุรกิจมีส่วนร่วมในงานด้านยาเสพติดตามความเหมาะสม ได้แก่ การรณรงค์ป้องกันยาเสพติด การสนับสนุนกิจกรรมด้านยาเส
ให้กับองค์กรต่างๆ การใช้บทบาททางธุรกิจ สนับสนุนเงินทุนช่วยเหลือบุคคล หมู่บ้าน พื้นที่ที่ทำงานด้านยาเสพติด ทั้งทางตรงและทางอ้อม  (C S R )
	๓.๑๑ ส่งเสริมให้องค์กร สมาคม สาขาอาชีพต่างๆ สนับสนุนงานด้านยาเสพติด ได้แก่ การรณรงค์ป้องกันยาเสพติดให้สมาชิก/พนักงานในกลุ่ม/องค์กร/สมาคม
จัดกิจกรรมป้องกันยาเสพติด สอดส่อง ดูแลและแจ้งข้อมูลด้านยาเสพติดเท่าที่กระทำได้
	๓.๑๒ ส่งเสริมบทบาทองค์กรพัฒนาเอกชนในการป้องกันยาเสพติด ทั้งโดยการบูรณาการร่วมกับภารกิจที่ทำอยู่แล้ว หรือ การมีบทบาทด้านยาเสพติดเป็นการเฉพาะ
๔. ความรับผิดชอบ
	๔.๑  ผู้รับผิดชอบหลัก : ปลัดกระทรวงมหาดไทย
	๔.๒  เจ้าภาพหลัก : กระทรวงมหาดไทย (สำนักงานปลัดกระทรวงฯ/กรมการปกครอง/กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น/กรมการพัฒนาชุมชน/กทม.)
	๔.๓  เจ้าภาพร่วม : กอ.รมน./สำนักงานป.ป.ส./กระทรวงพัฒนาสังคมฯ
	๔.๔  หน่วยรอง :  กระทรวงสาธารณสุข (สำนักงานปลัดกระทรวงฯ)
	๔.๕  กลไกประสานงาน : คณะอำนวยการปฏิบัติการเสริมสร้างชุมชนเข้มแข็งฯหรือ อนุกรรมการฯ
	๔.๖  ผู้รับผิดชอบพื้นที่ : ผู้ว่าราชการจังหวัด/ ผอ.รมน.จว.
 
   
โครงการ รั้วสังคม : การจัดระเบียบสังคมแบบบูรณาการ
๑. สถานการณ์
	๑.๑ จากการเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อปัญหายาเสพติดในพื้นที่อย่างต่อเนื่องในช่วง ๒-๓ ปีที่ผ่านมา พบว่า ปัจจัยลบในสังคมที่ทำให้เยาวชนเข้าไปมีพฤติกรรมเสี่ยง
และเกี่ยวข้องกับยาเสพติดยังอยู่ในเกณฑ์สูง ได้แก่ สถานบันเทิงที่ผิดกฎหมาย/ระเบียบ หอพักที่ไม่ได้จดทะเบียนที่ถูกต้อง ร้านโต๊ะสนุกเกอร์ โต๊ะพนันบอล
ตู้ม้า ร้านเกม อินเตอร์เน็ต แหล่งมั่วสุมต่างๆในจังหวัด การปล่อยให้เยาวชนอายุต่ำกว่า ๑๘ ปี เที่ยวเตร็ดเตร่เวลากลางคืนหลัง ๒๒.๐๐ น.ปัญหาเยาวชนติดเกมฯลฯ 
	๑.๒ ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เยาวชนเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด นอกจากปัจจัยข้างต้นแล้ว ที่สำคัญ คือ ปัจจัยบวกหรือพื้นที่บวกที่เป็นทางเลือกให้กับเยาวชนใน
การมีกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ ห่างไกลยาเสพติด กลับมีจำนวนที่ไม่มากนักในแต่ละพื้นที่ ทำให้ไม่มีความสมดุลสำหรับทางเลือกให้กับเยาวชนที่ดีเพียงพอ  
จึงเป็นเหตุให้ภูมิคุ้มกันทางสังคมแทบทุกจังหวัด อยู่ในเกณฑ์ที่ไม่สูงนัก ซึ่งส่งผลให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงของเยาวชนอย่างมากมาย                                  
๒. เป้าหมาย
	กำหนดให้ทุกจังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเขตเทศบาลนคร เทศบาลเมืองของอำเภอเมือง และอำเภอสำคัญ ดำเนินการจัดระเบียบสังคมแบบบูรณาการ
เพื่อให้สังคมมีสภาพแวดล้อมทางกายภาพและทางสังคมสงบสุข ไม่ส่งเสริมอบายมุข ให้เยาวชนอยู่ในสังคมและสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ปราศจากแหล่งมัวเมา
ที่ชักนำในไปทางที่ผิด โดย
	๒.๑ ลดพื้นที่เสี่ยง หรือปัจจัยที่ส่งผลลบต่อเยาวชน ๖ ประเภท ได้แก่ สถานบริการ/สถานบันเทิง ที่พักอาศัยเชิงพาณิชย์ ร้านเกม/ร้านอินเตอร์เน็ต/
โต๊ะสนุ๊ก/ร้านค้าแฝง/โต๊ะพนันบอล แหล่งมั่วสุมต่างๆ กลุ่มแก๊งค์อื่นๆ เยาวชนออกนอกบ้านในยามวิกาล
	๒.๒ เพิ่มพื้นที่บวก/พื้นที่ดี เพื่อเป็นทางเลือกและทำกิจกรรมสร้างสรรค์ของเยาวชนให้มากขึ้น
๓.การปฏิบัติ
	๓.๑ ให้ทุกจังหวัดส่งเสริมและจัดตั้งคณะทำงานป้องกันและจัดระเบียบสังคมแบบบูรณาการจังหวัดขึ้น ประกอบด้วย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการลดพื้นที่เสี่ยง/
ปัจจัยลบที่ยังคงมีอยู่ในจังหวัด และเสริมสร้างพื้นที่บวกให้กับเยาวชนเพิ่มขึ้น
	๓.๒ คณะทำงานฯ ดำเนินการปฏิบัติด้วยมาตรการทางสังคม  มาตรการป้องปรามและมาตรการทางกฎหมาย ในการลดพื้นที่เสี่ยงหรือปัจจัยลบต่อเยาวชน
แนะนำ ตักเตือน และลงโทษผู้ประกอบการที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย  
             ต่อสถานบันเทิง/สถานบริการ เน้นให้ปฏิบัติตามกฎหมายที่กำหนด ในด้านการควบคุมเวลาเปิด-ปิดบริการ ห้ามเด็กที่มีอายุต่ำกว่ากำหนดใช้บริการ
ควบคุมมลภาวะทางเสียง ห้ามจำหน่ายยาเสพติด ตรวจตราระบบการป้องกันอัคคีภัย รวมทั้ง การขออนุญาตเปิดสถานบริการ 
               ต่อหอพักและที่พักอาศัยเชิงพาณิชย์ เน้นให้จดทะเบียนหอพักให้ถูกต้อง ตรวจตรามิให้ใช้เป็นแหล่งมั่วสุมเสพยาเสพติด แยกประเภทหอพัก
หญิง-ชาย และสร้างแรงจูงใจให้ปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบ
               ต่อร้านเกม ร้านอินเตอร์เน็ต โต๊ะสนุ๊กเกอร์ ร้านค้าแฝง โต๊ะพนันบอล เน้นการปฏิบัติตามกฎหมาย ควบคุมการใช้บริการของเยาวชน
จับกุม/เพิกถอนใบอนุญาตต่อผู้ฝ่าฝืน  
             ต่อปัญหาเยาวชนติดเกม ที่กำลังจะเป็นปัญหาสำคัญในปัจจุบัน ให้เน้นควบคุมการเปิด-ปิดของร้านอินเตอร์เน็ตให้ตามเวลาที่กำหนด
จัดระเบียบเกม ถอดเกมที่ไม่เหมาะสมออก ส่งเสริมและสร้างเกมที่มีประโยชน์ สร้างสรรค์  ให้ความรู้กับผู้ปกครอง ครูอาจารย์ รวมทั้ง แก่เยาวชน
ในการมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันกับผู้อื่น และใช้มาตรการทางกฎหมายแก่ผู้กระทำผิด
               ต่อแหล่งมั่วสุม การมั่วสุม และกลุ่มแก๊งค์อื่นๆ ใช้การป้องปรามและปราบปรามตามกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แก๊งค์มอเตอร์ไซด์ซิ่ง 
ใช้การจับกุม ยึดรถแข่ง รวมทั้งดำเนินการต่อร้านที่ดัดแปลงสภาพรถ และนำเยาวชนบางส่วนไปเข้าค่ายอบรมปรับเปลี่ยนพฤตินิสัย
               ต่อการออกนอกบ้านของเยาวชนในเวลาวิกาล ใช้มาตรการตรวจตรา และแจ้งผู้ปกครอง ครูมารับตัวกลับ ภายหลังพบเยาวชนดังกล่าว
               ต่อตัวเด็กและเยาวชน ให้ตักเตือน ภาคทัณฑ์  แจ้งผู้ปกครอง สถานศึกษา นำเข้าโครงการบำเพ็ญประโยชน์ บริการสังคม ทำบัญชีรายชื่อ
และบันทึกพฤติกรรม  เพื่อการเฝ้าระวังแต่ให้ถือเป็นข้อมูลที่ไม่เปิดเผย ไม่มีผลทางอาญา แต่อาจใช้ประกอบการพิจารณาในกรณีที่มีการกระทำผิดซ้ำ  ๆ
๓.๓ ให้ทุกจังหวัดเพิ่ม/ขยายพื้นที่และกิจกรรมทางบวกให้มากขึ้นกว่าที่มีมาแต่เดิม  เพื่อเปิดทางเลือกให้กับเยาวชน สามารถทำกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์  โดยขอ
ความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังนี้
	ลานกีฬา อาศัยสถานที่ที่เหมาะสมจัดลานกีฬาให้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งจัดการแข่งขันกีฬา เช่น ฟุตซอล ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพเป็นประจำและต่อเนื่อง 
มีการจัดแข่งขันและประกวดในโอกาสต่าง ๆ
	ลานดนตรี เป็นที่แสดงออกในด้านดนตรีของเยาวชน จัดให้มีการสอนดนตรี การประกวด การแสดงอย่างต่อเนื่อง
	ลานกิจกรรมสร้างสรรค์ของเยาวชน เป็นเวทีที่ให้เยาวชนได้แสดงออกถึงความสามารถ ความฝันของตนเอง ในกิจกรรมต่างๆ เช่น การประกวด
ฝึกสอน แสดงผลงานในด้านศิลปะ ฯลฯ หรืออาจเรียกว่า ลานสานฝันของเยาวชน
	ห้องสมุด จัดให้มีห้องสมุดของจังหวัด ของพื้นที่ ส่งเสริมกิจกรรมห้องสมุด กระตุ้นการอ่านของเยาวชน พัฒนาห้องสมุดให้ทันสมัย เป็นแรงดึงดูดของเยาวชน
ศูนย์เยาวชน พื่อเป็นจุดประสานงานของเยาวชน และเป็นที่ที่เยาวชนได้แสดงกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน
กิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ จัดให้เยาวชนรวมกลุ่มบำเพ็ญประโยชน์ต่างๆ เช่น ออกค่ายอาสาพัฒนา ช่วยเหลือประชาชน ช่วยเหลือ/สงเคราะห์สัตว์ ปลูกต้นไม้ ฯลฯ
	การอบรมค่ายคุณธรรม นำเยาวชนเข้าอบรมค่ายคุณธรรม โดยพระสงฆ์ หรือนักบวช หรือผู้รู้ทางศาสนา เพื่อพัฒนาความคิด จริยธรรม หลักศาสนา เพื่อดำรงตน
เป็นคนดีของสังคม
	กิจกรรมประกวดต่างๆ เช่น ประกวดผลงานทางเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ คอมพิวเตอร์ เครื่องยนต์ สิ่งประดิษฐ์
	กิจกรรมฝึกอาชีพ หารายได้เสริม เช่น งานประดิษฐ์ของใช้ในชีวิตประจำวัน เครื่องประดับ ถนอมอาหาร ส่งเสริมการจัดตั้งกลุ่มหรือชมรมอาชีพของเด็กและเยาวชน เป็นต้น
๓.๔ รณรงค์ ประชาสัมพันธ์ สร้างการมีส่วนร่วมของสังคมในกิจกรรมการจัดระเบียบสังคมแบบบูรณาการ เพื่อให้ชุมชนและสังคมช่วยกันเอาใจใส่ดูแล ปัญหาของเยาวชน โดย ใช้ช่องทางของสื่อวิทยุ วิทยุชุมชน โทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ โปสเตอร์ แผ่นพับ ฯลฯ เพื่อรณรงค์ ให้ความรู้ แจ้งผลงาน รวมทั้ง ใช้เป็นช่องทางในการแจ้งข่าวของประชาชนต่อปัญหาอันเกิดจากการจัดระเบียบสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การลดปัจจัยลบ ๓.๕ สร้างแกนนำกลุ่มต่างๆ ในจังหวัดให้เป็นพลังขับเคลื่อนการจัดระเบียบสังคมแบบบูรณาการ   โดยแกนนำที่มีบทบาทสำคัญ  ได้แก่ แกนนำครูอาสา  แกนนำผู้ปกครอง แกนนำเยาวชนกลุ่มต่างๆ  แกนนำเจ้าหน้าที่ของรัฐ แกนนำชุมชน ฯลฯ  แกนนำเหล่านี้ เมื่อรวมตัวกันจะเป็นพลังทางสังคมที่เข้มแข็งในแต่ละจังหวัด                                                            
๔.ความรับผิดชอบ
๔.๑ ผู้รับผิดชอบหลัก : ปลัดกระทรวงมหาดไทย
๔.๒ เจ้าภาพหลัก :กระทรวงมหาดไทย สำนักงานปลัดกระทรวงฯ /กรมการปกครอง /กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น / กทม.)
๔.๓ เจ้าภาพร่วม : สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
๔.๔ หน่วยรอง : กระทรวงวัฒนธรรม / กระทรวงพัฒนาสังคมฯ
๔.๕ กลไกประสานงาน : คณะอำนวยการปฏิบัติการจัดระเบียบสังคมแบบบูรณาการ หรือ อนุกรรมการฯ
๔.๖ ผู้รับผิดชอบพื้นที่ : ผู้ว่าราชการจังหวัด/ผอ.รมน.จว.
โครงการ รั้วโรงเรียน  : โรงเรียนป้องกันยาเสพติด
๑. สถานการณ์
๑.๑ ปัญหาการแพร่ระบาดยาเสพติดในเยาวชน ถือเป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีความสำคัญมากที่สุด และมีสัดส่วนมากที่สุด มากกว่า กลุ่มประชากรกลุ่มอื่นๆ ทั้งนี้ เพราะ จำนวนเยาวชนส่วนใหญ่ที่สุดในประเทศไทย กว่า ๙๐% อยู่ในสถานศึกษาระดับต่างๆ ๑.๒ จากการประมวลปัญหาสถานศึกษา พบว่า อยู่ในภาวะอ่อนแอ แทบไม่มี ภูมิคุ้มกันด้านยาเสพติดได้อย่างทั่วถึง ยังไม่มีระบบปฏิบัติอย่างชัดเจนในการป้องกัน และแก้ไขปัญหากลุ่มเสี่ยงและยาเสพติดในสถานศึกษา ข้อจำกัดเหล่านี้ มีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหายาเสพติดและพฤติกรรมเสี่ยงในพื้นที่
๑.๓ ปัญหาของเยาวชนในสถานศึกษาในปัจจุบัน มิใช่เป็นปัญหาใดปัญหาหนึ่งเป็นการเฉพาะ แต่เป็นปัญหาร่วมในหลายๆปัญหา เยาวชนที่มีพฤติการณ์เสี่ยงใน เรื่องใดเรื่องหนึ่ง ก็จะมีพฤติการณ์เสี่ยงในเรื่องอื่นเช่นเดียวกัน เช่น หนีเรียน มั่วสุม ยาเสพติด ก้าวร้าว สูบบุหรี่ ดื่มของมึนเมา ไม่สนใจในการเรียน ฯลฯ ดังนั้น มาตรการแก้ไขปัญหาของเยาวชนในสถานศึกษา จึงต้องบูรณาการร่วมกันในหลายปัญหา
๒. เป้าหมาย
๒.๑ กำหนดเป้าหมายโรงเรียน/สถานศึกษาที่จะดำเนินการ ในทุกจังหวัด ให้มีภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็งในการป้องกันยาเสพติดและปัญหาอื่น โดยมุ่งเน้น สถานศึกษา ในระดับประถมศึกษา(ขยายโอกาส) มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา อุดมศึกษาและสถานศึกษาของเอกชน ๒.๒ กำหนดกลุ่มเยาวชนในโรงเรียน/สถานศึกษาตามความเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการ ออกเป็น ๓ กลุ่ม โดยมีความเร่งด่วนตามลำดับ ดังนี้  เร่งด่วนที่สุด ได้แก่ เยาวชนที่มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติดแล้ว ทั้งที่เป็น ผู้เสพ/ผู้ใช้ ผู้มีอาการเสพติด และผู้ค้ายา ถือเป็นเป้าหมายที่จะดำเนินการแรกสุด
เร่งด่วนรองลงมา ได้แก่ เยาวชนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อปัญหาต่างๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว และมีโอกาสสูงที่จะเกี่ยวข้องกับปัญหายาเสพติด จากประมาณการจำนวน กลุ่มเยาวชนประเภทนี้ จะมีประมาณ ๑๐% ของจำนวนนักเรียนทั้งหมดในแต่ละสถานศึกษา
ปกติทั่วไป ได้แก่ เยาวชนทั่วไปที่ยังไม่มีพฤติการณ์เสี่ยงหรือเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ซึ่งถือเป็นเยาวชนที่มีจำนวนมากที่สุด ๓. การปฏิบัติ       
๓.๑ ให้ถือเป็นนโยบายว่า การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในโรงเรียน/สถานศึกษา เป็นนโยบายสำคัญที่จะต้องดำเนินการอย่างจริงจัง และ สถานศึกษาใด ที่สำรวจพบข้อมูลปัญหาดังกล่าว จะไม่ถือเป็นข้อบกพร่องของผู้บริหาร
๓.๒ แต่ละโรงเรียน/สถานศึกษา สำรวจและจัดทำข้อมูล ค้นหาผู้เสพ/ผู้ติด/ผู้ค้ายาเสพติด และเยาวชนกลุ่มเสี่ยง เพื่อใช้ประโยชน์ในการวางแผน และติดตามผล จำแนกสถานะของเด็กและเยาวชน ตามลักษณะของความเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ได้แก่ ผู้เสพ ผู้ติด และผู้ค้า ยาเสพติด
๓.๓ แก้ไขปัญหาเยาวชนที่มีพฤติการณ์ด้านยาเสพติดแล้วโดยเร่งด่วน โดยแบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ เยาวชนที่มีพฤติการณ์เสพยาเสพติด ให้ถือ เยาวชนเหล่านี้เป็นผู้ป่วยที่จะต้องนำเข้าสู่การบำบัดรักษาทุกคนในรูปแบบที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที เช่น จัดค่าย ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมระยะสั้นทั้งภายในสถานศึกษาหรือสถานที่ภายนอก เข้าบำบัดแบบสมัครใจในสถานบำบัดทั้งในรูปของเป็นกลุ่มและรายบุคคล ทั้งในรูปแบบ ของคนไข้นอกและคนไข้ใน และเข้าสู่ระบบบังคับบำบัดในกรณีที่เป็นผู้มีอาการเสพติดที่จะต้องบำบัดในระยะยาว ฯลฯ ทั้งนี้ ให้สถานศึกษา กำหนดแนวทางในด้าน การเรียนที่เหมาะสมในช่วงหรือภายหลังการบำบัดรักษา
เยาวชนที่มีพฤติการณ์ค้า ซึ่งจะต้องดำเนินการอย่างจริงจัง มิให้เป็นผู้จัดหาและกระจายยาในโรงเรียน/สถานศึกษา โดย การว่ากล่าว ตักเตือนในกรณีที่เห็นว่า กระทำได้ หรือให้เจ้าหน้าที่ปราบปรามฯใช้มาตรการลงโทษตามกฎหมายเป็นกรณี
๓.๔ แก้ไขปัญหาเยาวชนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงและมีโอกาสสูงต่อการเข้ามาเกี่ยวข้องกับยาเสพติด โดย แต่ละสถานศึกษาจะต้องมีวิธีการที่เหมาะสมในการเข้าถึง กลุ่มเยาวชนเหล่านี้ เพื่อลดพฤติกรรมเสี่ยงให้ได้มากที่สุด โดยมีวิธีการที่สำคัญ คือ
จัดกิจกรรมที่เข้าถึงเยาวชนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงโดยตรง เช่น อบรมในค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรม อบรมโครงการพัฒนาคุณธรรม จัดกิจกรรมค่ายอาสาพัฒนาชุมชน กิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ต่อสาธารณะและบริการชุมชน กิจกรรมกีฬา อบรมทักษะชีวิต รวมกลุ่มเยาวชนเพื่อจัดทำกิจกรรมทางบวก เล่นดนตรี ฯลฯ จัดให้มีระบบช่วยเหลือในโรงเรียน/สถานศึกษา โดย ให้แต่ละสถานศึกษา มอบหมายครูที่ปรึกษา หรือครูที่สามารถเข้าถึงและใกล้ชิดกับเยาวชนกลุ่มเสี่ยง เป็นผู้ที่คอยให้คำปรึกษา แนะนำในเรื่องต่างๆแก่กลุ่มเยาวชนเหล่านี้ ลดพฤติกรรมเสี่ยงให้มากที่สุด
จัดระบบร่วมกับกลไกภายนอกในการดูแล สอดส่องเยาวชนกลุ่มเสี่ยง โดยให้ทุกจังหวัดสร้างกลไกเฝ้าระวัง สอดส่องความประพฤติ ของเยาวชนกลุ่มเสี่ยงและ ทั่วไปภายนอกโรงเรียน ซึ่งอาจร่วมกับเจ้าหน้าที่ส่งเสริมความประพฤตินักเรียน เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและองค์กรชุมชน ฯลฯ รวมทั้งผู้ปกครอง  เพื่อร่วมเป็นกลไกสอดส่อง ดูแลในเรื่องนี้
๓.๕ สร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกันยาเสพติดให้กับเยาวชนทั่วไป เพื่อมิให้เยาวชนเหล่านี้ก้าวสู่พฤติกรรมเสี่ยงและเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด โดยมีกิจกรรมสำคัญที่ แต่ละโรงเรียน/สถานศึกษา สามารถดำเนินการได้ คือ
การพัฒนาและสร้างเสริมทักษะชีวิต ได้แก่ จัดกิจกรรมหลักสูตรการเรียนการสอนวิชาเฉพาะ เช่น จริยธรรม ค่ายพัฒนาคุณธรรม กิจกรรมเสริมหลักสูตร เช่น ลูกเสือ เนตรนารี การเรียนรู้นอกหลักสูตร เช่น กิจกรรมสอนศาสนาวันหยุด สอนศิลปะ ฯลฯ
กิจกรรมทางเลือก ขึ้นกับความสนใจของเยาวชน เช่น กิจกรรมวิชาการ(เรียนพิเศษ ค่ายวิทยาศาสตร์) กีฬา(การฝึกสอน การซ้อม การแข่งขัน) ศิลปะ (หัตถกรรม จิตรกรรม ดนตรี การแสดง) พัฒนาอาชีพ (ฝึกอาชีพ ฝึกงาน ทำงานพิเศษ)ฯลฯ
กิจกรรมสร้างกลไกสอดส่อง ดูแล ได้แก่ จัดตั้งเครือข่ายผู้ปกครองในโรงเรียนและชุมชน จัดตั้งกลุ่มเพื่อนที่ปรึกษาเพื่อดูแลกลุ่มเพื่อนด้วยกัน จัดตั้งอาสาสมัครในชุมชน
กิจกรรมที่จะดำเนินการกับเยาวชนทั่วไปนี้ สามารถนำไปใช้กับเยาวชน ๒ ประเภทข้างต้นได้ตามความเหมาะสม
๓.๖ ให้ทุกจังหวัด จัดให้มีระบบ กลไก กิจกรรมร่วมที่สนับสนุนเยาวชนในโรงเรียน/สถานศึกษา ๔ กิจกรรมสำคัญ ดังนี้
กิจกรรมที่ ๑ จัดกลไกเฝ้าระวัง สอดส่อง ความประพฤติของนักเรียนัก ศึกษา โดย มีบุคคล/หน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นผู้ปฏิบัติในคณะนี เช่น เจ้าหน้าที่ส่งเสริมความประพฤตินักเรียน ครู/อาจารย์ ตัวแทนผู้ปกครอง เจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายปกครอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาสาสมัครชุมชน ฯลฯ ทำหน้าที่ในการตรวจตรา ดูแล ความประพฤติของนักเรียนภายนอกโรงเรียน
กิจกรรมที่ ๒ จัดทำโครงการบ้านหลังเรียน โดยจัดหาพื้นที่ สถานที่ที่เหมาะสม สำหรับสนับสนุนกิจกรรมทางเลือกตามความสนใจของเยาวชนภายหลังเลิกเรียน ในการใช้เวลาว่างที่เป็นประโยชน์ ไม่ไปมั่วสุมและมีพฤติกรรมเสี่ยง  โดยส่งเสริมกิจกรรมสร้างสรรค์ เช่น ดนตรี  กีฬา  ศิลปะ คอมพิวเตอร์ หรือ กิจกรรม ที่ก่อให้เกิดรายได้ควบคู่ไปด้วย เช่น การทำงานฝีมือ ฯลฯ
กิจกรรมที่ ๓ จัดกิจกรรมส่งเสริมจริยธรรม คุณธรรม โดย ใช้พระวิทยากร พระสงฆ์ที่ประจำโรงเรียน นักบวชหรือผู้แทนศาสนาอื่นที่เหมาะสม รวมทั้ง เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เหมาะสม ฯลฯ เข้าดำเนินการอบรม สั่งสอน การป้องกันยาเสพติด หรือ โครงการค่ายพัฒนาคุณธรรม แก่เยาวชนในสถานศึกษาที่เป็นเป้าหมาย กิจกรรมที่ ๔ จัดให้มีสภาเยาวชนในจังหวัด ตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๕๐ เพื่อเป็นจุดรวมการประสานงานของเยาวชน ในจังหวัด โดยให้มีกระบวนการเลือกสรรผู้แทน มีกิจกรรมในด้านสังคม การบำเพ็ญประโยชน์ การป้องกันยาเสพติด และมีเวทีเสนอความคิดเห็นต่อผู้บริหารและ ผู้เกี่ยวข้อง
๓.๗ จัดกิจกรรมรณรงค์ สร้างกระแสการป้องกันยาเสพติดวงกว้าง ให้เป็นกระแสทางสังคมในการร่วมกันเฝ้าระวังปัญหายาเสพติด โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน โดย ให้หน่วยงานส่วนกลางและจังหวัด ระดมความร่วมมือจากสื่อสารมวลชนต่างๆ เช่น วิทยุชุมชน หนังสือพิมพ์ เคเบิ้ลทีวี ฯลฯ ร่วมกันสร้างกระแสอย่างจริงจัง
๓.๘ เสริมความเข้มแข็งให้กับกลไกการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานศึกษา ทั้งในระดับส่วนกลาง และจังหวัด ให้มีประสิทธิภาพ สามารถหยุดยั้ง สถานการณ์ปัญหาของเยาวชนได้ โดย
ส่วนกลาง กระทรวงศึกษาธิการ จัดตั้งกลไกอำนวยการและบูรณาการร่วมของหน่วยงานในสังกัด ร่วมกับ กระทรวง/กรมอื่นที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันรับผิดชอบในภาร กิจนี้ในระดับประเทศ
ในระดับจังหวัด ให้ทุกจังหวัดจัดตั้งกลไกในรูปของคณะทำงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในกลุ่มเยาวชน เพื่อร่วมกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง รับผิดชอบ ภารกิจนี้ในขอบเขตจังหวัด โดยมี รองผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน
ในโรงเรียน/สถานศึกษา ให้มอบหมาย แต่งตั้งคณะบุคคลร่วมรับผิดชอบในการป้องกันและแก้ไขปัญหาในสถานศึกษา อย่างชัดเจน และจัดอบรมให้ความรู้วิธีการทำงาน ๔ ความรับผิดชอบ
๔.๑ ผู้รับผิดชอบหลัก  : ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
๔.๒ เจ้าภาพหลัก : กระทรวงศึกษาธิการ (สำนักงานปลัดกระทรวง/สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน/สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา/ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาภาคเอกชน/สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา)
๔.๓ เจ้าภาพร่วม : กระทรวงมหาดไทย (กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น / กทม.)
๔.๔ หน่วยรอง : กระทรวงพัฒนาสังคมฯ / กระทรวงวัฒนธรรม
๔.๕ กลไกประสานงาน : คณะอำนวยการการปฏิบัติการแก้ไขปัญหาในสถานศึกษา หรืออนุกรรมการ
๔.๖ ผู้รับผิดชอบพื้นที่ : ผู้ว่าราชการจังหวัด/ผอ.รมน.จว.
โครงการ รั้วครอบครัว : โครงการ ครอบครัวสีขาว  ครอบครัวเข้มแข็ง
๑ สถานการณ์
๑.๑ สถาบันครอบครัว ถือเป็นหน่วยทางสังคมระดับพื้นฐานที่สุดของประเทศ ในอดีตที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ชื่อว่า มีสถาบันครอบครัวที่มีความเข้มแข็ง มีความผูกพันฉันท์เครือญาติ ตามคติและหลักของชาวตะวันออก แต่ในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา สถาบันครอบครัวอยู่ในภาวะที่อ่อนแอ ความผูกพันสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นลดลง เกราะคุ้มกันของครอบครัวที่เคยสกัดกั้น ดูแลคนในครอบครัวและเยาวชนแทบจะหมดบทบาทลง จึงเป็นสาเหตุให้เกิดขึ้นของปัญหาต่างๆอีกมากมาย รวมทั้งปัญหายาเสพติด ๑.๒ จากข้อมูลผู้ถูกจับกุมและบำบัดรักษายาเสพติดในช่วง ๕ ปีที่ผ่านมา ปรากฏว่า มีประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ครอบครัว ครอบครัวดังกล่าว ถือเป็นครอบครัว ที่เสี่ยงต่อปัญหายาเสพติด เพราะมีบุคคลภายในครอบครัวคนใดคนหนึ่ง หรือหลายคนเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และอาจมีแนวโน้มของครอบครัวที่จะเกี่ยวข้อง กับยาเสพติดมากขึ้น หากสถานการณ์ยาเสพติดยังเป็นเช่นนี้ ๑.๓ การดำเนินงานที่ผ่านมา แม้จะเป็นที่ตระหนักว่า ครอบครัว มีบทบาทสำคัญในด้านต่างๆ ไม่เฉพาะเรื่องการป้องกันยาเสพติดเท่านั้น แต่ต้องยอมรับ กันว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังมีการดำเนินการค่อนข้างน้อย ไม่สมดุลกับปริมาณปัญหาที่เพิ่มขึ้น
ดังนั้น การให้ความสำคัญต่อการสร้าง รั้วครอบครัว อย่างจริงจัง จึงถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่จะป้องกันยาเสพติดได้อย่างแท้จริง เมื่อใด ครอบครัวอบอุ่น ครอบครัวเข้มแข็ง ก็จะส่งผลต่อพื้นฐานของความเข้มแข็งของประเทศ ๒ เป้าหมาย
๒.๑ มุ่งเน้นครอบครัวที่มีบุคคลมีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ทั้งที่ถูกจับกุม หรือที่บำบัดรักษาในทุกระบบ เพื่อเป็นการป้องกันบุคคลอื่น เป็นเป้าหมายประเภทแรก
๒.๒ ครอบครัวที่มีบุคคลมีพฤติกรรมเสี่ยงและมีโอกาสสูงต่อการเข้ามาเกี่ยวข้องกับยาเสพติด จัดเป็นเป้าหมายที่ ๒
๒.๓ ครอบครัวทั่วไป จัดเป็นเป้าหมายอันดับสุดท้าย
๓ การปฏิบัติ
๓.๑ ส่งเสริมการจัดตั้งศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน(ศพค.) ในพื้นที่เป้าหมาย เพื่อเป็นกลไก สำรวจ เฝ้าระวัง ป้องกันและแก้ไขปัญหา รวมทั้งเสริมสร้าง ความเข้มแข็งของสถานบันครอบครัว โดยจัดทำแผนพัฒนา ป้องกันและแก้ไขปัญหาครอบครัว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาตำบล และให้หน่วยงานส่วนกลาง ที่ดูแลบุคคลเหล่านี้กับจังหวัดดำเนินการ ดังนี้
๓.๒ การปฏิบัติต่อครอบครัวประเภทที่ ๑ 
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้กระทรวงยุติธรรม (กรมพินิจฯ กรมคุมประพฤติ กรมราชทัณฑ์) กระทรวงสาธารณสุข(สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กรมการแพทย์ กรมอนามัย) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(สำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว) และกระทรวงมหาดไทย โดย จังหวัด/อำเภอ สำรวจ คัดเลือกครอบครัวของบุคคลที่ถูกจับในคดีเสพ/ครอบครองหรือจำหน่ายระดับย่อย และที่บำบัดรักษาแบบสมัครใจ หรือบังคับบำบัดฯ เพื่อกำหนดเป็นเป้าหมายที่จะดำเนินงาน
อบรมความรู้ครอบครัว นำคนในครอบครัวตามที่กำหนดเป็นเป้าหมาย ได้แก่ พ่อแม่ผู้ปกครอง ญาติพี่น้อง มารับการอบรมความรู้การป้องกันยาเสพติด เพื่อป้องกัน ผู้ที่ยังเหลืออยู่ในครอบครัว ไม่ให้มีพฤติการณ์ด้านยาเสพติด
การรวมกลุ่มครอบครัว ภายหลังการอบรม ให้ใช้เงื่อนไขที่เหมาะสมรวมกลุ่ม จัดตั้งกลุ่มครอบครัว-ผู้ปกครอง ตามเงื่อนไขทางสังคมที่มีอยู่ เช่น กลุ่มผู้ปกครอง ในโรงเรียน กลุ่มในชุมชน ฯลฯ และให้กลุ่มมีกิจกรรมสัมพันธ์ และมีการพบปะ จัดตั้งเป็นเครือข่ายช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ๓.๓ การปฏิบัติต่อครอบครัวประเภทที่ ๒ ซึ่งถือเป็นกลุ่มเสี่ยง ให้ดำเนินการ ดังนี้
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้กระทรวงศึกษาธิการ(โรงเรียน/สถานศึกษา) กอ.รมน. และ กระทรวงพัฒนาสังคมฯ ศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน(ศพค.) กระทรวงมหาดไทย (จังหวัด/อำเภอ) สำรวจ คัดเลือกครอบครัวจากเยาวชนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อปัญหายาเสพติด ที่ได้จากการสำรวจ การจัดทำประชาคม ฯลฯ และกำหนดเป็นเป้าหมายดำเนินการจำนวนหนึ่ง
อบรมความรู้ครอบครัว นำคนในครอบครัวที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อปัญหา ยาเสพติดเข้ารับการอบรมในหลักสูตร การป้องกันภัยยาเสพติด เพื่อให้เกิดความตระหนักและ ไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด
๓.๔ การปฏิบัติต่อครอบครัวประเภทที่ ๓ ซึ่งเป็นกลุ่มประชาชนทั่วไป ให้มุ่งเน้นการใช้สื่อรณรงค์ ประชาสัมพันธ์ ให้ความรู้การป้องกันยาเสพติด เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน ของครอบครัวต่อปัญหายาเสพติดและปัญหาที่เกี่ยวข้องอื่น
๓.๕ ทุกจังหวัดรณรงค์ เชิญชวน ประกาศเจตนารมย์ เป็นครอบครัวสีขาว ป้องกันยาเสพติด โดย ครอบครัวที่จะมีเงื่อนไขดังกล่าวได้ มีการดำเนินการ ดังนี้
คนในครอบครัวได้รับการอบรมในหลักสูตรป้องกันยาเสพติด เพื่อเป็นสร้างภูมิคุ้มกันต่อปัญหายาเสพติดในขั้นต้น
ได้รับการรับรองจากครอบครัวเพื่อนบ้าน หรือครอบครัวอื่นๆ ตามจำนวนที่แต่ละจังหวัดกำหนด
มีความสมัครใจที่จะเข้าร่วมเป็นครอบครัวสีขาว  ไม่ใช้การบังคับใดๆ
สามารถเข้าร่วมกิจกรรมครอบครัวสัมพันธ์ได้  เพื่อเป็นกิจกรรมเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว
มีการขึ้นทะเบียนในอำเภอ หรือ ตำบล หรือที่เหมาะสมตามที่จังหวัดกำหนด  เพื่อสามารถทราบจำนวนอย่างชัดเจน ๔ ความรับผิดชอบ
๔.๑ ผู้รับผิดชอบหลัก : ปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมฯ
๔.๒  เจ้าภาพหลัก : กระทรวงพัฒนาสังคมฯ /
๔.๓ เจ้าภาพร่วม : กระทรวงมหาดไทย (สำนักงานปลัดกระทรวงฯ /กรมการปกครอง/กรมการพัฒนาชุมชน / กทม.)/สำนักงาน ป.ป.ส. 
๔.๔ หน่วยรอง : กระทรวงสาธารณสุข (สำนักงานปลัดกระทรวงฯ/กรมการแพทย์/กรมสุขภาพจิต) กระทรวงศึกษาธิการ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน/สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา/สำนักงานคณะกรรมการการส่งเสริมการศึกษาภาคเอกชน/สำนักงาน คณะกรรมการการอุดมศึกษา) กระทรวงยุติธรรม (กรมคุมประพฤติ/กรมพินิจฯ/กรมราชทัณฑ์)
๔.๕ กลไกประสานงาน : คณะอำนวยการปฏิบัติการส่งเสริมความเข้มแข็งครอบครัว หรืออนุกรรมการ ๔.๖ ผู้รับผิดชอบพื้นที่ : ผู้ว่าราชการจังหวัด /ผอ.รมน.จว.พัฒนาสังคมจังหวัด
         
         
โครงการปราบปรามยาเสพติดรายสำคัญและลดความเดือดร้อนประชาชน
         
         
๑  สถานการณ์
๑.๑ ในปัจจุบัน สถานการณ์กลุ่มการค้ายาเสพติดยังมีความเคลื่อนไหวทางการค้าในปริมาณที่สูง กลุ่ม/เครือข่ายการค้ารายสำคัญขนาดใหญ่ยังคงดำรงอยู่ และพัฒนารูปแบบทางการค้าที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม มีความเชื่อมโยงทางการค้าทั้งตามแนวชายแดน ในเรือนจำ และพื้นที่ภายนอกของจังหวัดต่างๆ ทำให้มี ขีดความสามารถกระจายยาเสพติดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ๑.๒ ในสถานการณ์ที่ประเทศต้องเผชิญกับวิกฤติทางเศรษฐกิจ-สังคม-การเมือง ทำให้ปัญหายาเสพติดมีความเกี่ยวพันกับคดีอาชญากรรม และสร้างความเดือดร้อน ให้กับประชาชนทั่วไป ประชาชนมีความต้องการที่จะให้เจ้าหน้าที่ของรัฐแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนอันเกิดจากปัญหา ยาเสพติด จึงปรากฏข้อร้องเรียนเป็นจำนวน มากในแต่ละเดือน หากสามารถแก้ไขปัญหาในส่วนนี้ได้ ก็จะลดความเดือดร้อนของประชาชนไม่มากก็น้อย ๑.๓ จากการพิจารณาผลของการสกัดกั้นยาเสพติดในพื้นที่เส้นทางตอนใน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ และหน่วยที่เกี่ยวข้องตั้งจุดตรวจ จุดสกัดตามเส้นทางสายสำคัญและ ที่เสี่ยงต่อการลำเลียงยาเสพติดในปี ๒๕๕๑ มีจำนวนผลการจับกุม ณ จุดตรวจ จุดสกัด ได้จำนวน ๑๔๓ จุดตรวจ คิดเป็นจำนวนยาบ้าได้ ๓,๒๖๓,๔๕๗ เม็ด หรือ คิดเป็น ๒๒.๒ % ของปริมาณการจับกุม รายสำคัญทั้งประเทศ ซึ่งหากเพิ่มมาตรการนี้อย่างจริงจัง ก็จะส่งผลการจับกุมได้มากกว่านี้ ๒ เป้าหมาย
๒.๑ กำหนดเป้าหมายการปราบปราม ทำลายโครงสร้างเครือข่ายการค้าที่ยังหลงเหลืออยู่  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มเครือข่ายการค้ายาเสพติดรายใหญ่ ที่เชื่อมโยงกับการกระทำความผิดอาชญากรรม เครือข่ายการค้ายาเสพติดที่เชื่อมโยงกับเรือนจำ ฯลฯ
๒.๒ ดำเนินการขอความร่วมมือกับประชาชน เพื่อการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้ได้ผลในระดับที่น่าพอใจ
๒.๓ สกัดกั้น จับกุมยาเสพติดที่ลำเลียงผ่านเส้นทางสำคัญในพื้นที่ตอนในที่เสี่ยง  ต่อการลำเลียงยาเสพติดให้ได้มากยิ่งขึ้น
๓ การปฏิบัติ
๓.๑. กำหนดการปราบปรามเครือข่าย/กลุ่มการค้ายาเสพติดที่เชื่อมโยงกับเรือนจำ เป็นเป้าหมายลำดับแรก โดย  จัดชุดปฏิบัติการโดยเฉพาะ โดยให้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงาน ปปง. สำนักงาน ป.ป.ส  สำนักงาน ป.ป.ท. ร่วมกับ กรมราชทัณฑ์ ฯลฯ ร่วมกันจัดชุดปฏิบัติการสืบสวน ปราบปรามอย่างชัดเจน เข้าดำเนินการสืบสวน ขยายผล และปราบปรามเครือข่ายการค้ายาเสพติดในเรือนจำ ที่เชื่อมโยงกับกลุ่มการค้าจากภายนอก อย่างจริงจัง เพื่อลดสถานการณ์การค้ายาเสพติดให้ได้ โดยมุ่งเน้นการบูรณาการด้านการข่าว การปฎิบัติการ การขยายผล ไปยังนักค้าที่อยู่ภายนอก รวมทั้ง การเน้นมาตรการทางด้านทรัพย์สินแบบบูรณาการไปยังเครือข่ายเหล่านี้ จัดระบบการป้องกันและปราบปรามการค้ายาเสพติดภายในเรือนจำ ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรือนจำที่เป็นเป้าหมาย ทั้งในด้านระบบการควบคุมตัว ระบบการป้องกันการติดต่อสื่อสาร ฯลฯ โดยใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการปฏิบัติงานให้มากที่สุด ปฏิบัติการต่อเนื่อง โดย จัดชุดปฏิบัติการ ตรวจค้น กดดัน ป้องปรามและปราบปราม เรือนจำและสถานที่ควบคุมอย่างต่อเนื่อง  เพื่อค้นหาเครื่องมือ อุปกรณ์ที่ ใช้ในการกระทำความผิดต่างๆ
ปรับระบบภายในเรือนจำ ให้กรมราชทัณฑ์จัดระบบบริหารจัดการภายใน ในเรือนจำที่เป็นเป้าหมายให้มีประสิทธิภาพ  เพื่อป้องกันการกระทำผิดของบุคคลากร และดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปเกี่ยวข้อง
๓.๒ เร่งรัด ปราบปรามนักค้ายาเสพติดเครือข่ายระดับสำคัญ โดย ใช้มาตรการทางกฎหมาย ในการสืบสวน ปราบปรามกลุ่มการค้ายาเสพติดระดับต่างๆ เพื่อตัดโครงสร้างการกระจายยาเสพติดไปยังผู้เสพ ให้ความสำคัญในงานการข่าว การสืบสวนขยายผล รวบรวมพยานหลักฐาน และดำเนินการมาตรการทรัพย์สิน แบบบูรณาการต่อเครือข่ายการค้าอย่างจริงจัง รวมทั้ง ให้ความสำคัญในการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยปราบปรามฯ ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง
๓.๓ พัฒนาการประสานงานในกระบวนการยุติธรรมให้มีประสิทธิภาพ บนพื้นฐานของหลักนิติธรรม  โดยให้หน่วยปราบปรามฯ ทุกหน่วยให้ความสำคัญในการ ประสานงานกระบวนการยุติธรรมในแต่ละขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็น ขั้นตอนการสอบสวน ฟ้องคดี การตัดสินโทษ และการบังคับโทษ เพื่อมิให้เกิดปัญหาที่กลุ่มผู้ค้ายา เสพติดที่ถูกจับกุมใช้ช่องว่างในขั้นตอนต่างๆ ที่อาจมีขึ้น และกลับไปมีพฤติการณ์ค้าอีก ทำให้เกิด ความไม่เชื่อมั่นของชุมชนต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ
๓.๔ ให้ทุกจังหวัดเร่งรัดการสืบสวน ปราบปรามผู้ค้ายาเสพติดที่ประชาชนร้องเรียนอย่างจริงจังให้ได้ผลมากที่สุด เพื่อลดความเดือดร้อนของประชาชนจาก ปัญหายาเสพติด โดย มอบหมายชุดปฏิบัติการที่ชัดเจนในทุกจังหวัด รับผิดชอบในการสืบสวน จับกุม ปราบปรามตามความเหมาะสม และหารูปแบบการ ประชาสัมพันธ์ตามเหมาะสม ให้ประชาชนได้รับทราบเป็นภาพรวม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมทั้ง จัดกำลังเข้าปฏิบัติการสืบสวน ปราบปราม ปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย เพื่อลดปัญหาการแพร่ระบาดในชุมชนอย่างจริงจัง
๓.๕ จัดให้มีและเสริมความเข้มแข็งให้กับจุดตรวจเส้นทางตอนในทุกจังหวัดที่มีความเสี่ยงต่อการใช้เป็นเส้นทางลำเลียงยาเสพติด โดยให้กำลังของตำรวจภูธรจังหวัด หน่วยตำรวจทางหลวง ฯลฯ เป็นจุดตรวจเส้นทาง และเพิ่มความพร้อมให้กับจุดตรวจเส้นทางที่มีความสำคัญ ทั้งในด้านกำลังปฏิบัติการ สถานที่ อุปกรณ์การตรวจ ข้อมูล ฯลฯ รวมทั้ง ให้แต่ละตำรวจภูธรภาค จัดทำแผนจุดตรวจสัมพันธ์ ๓.๖ กำหนดมาตรการกำกับ ควบคุมเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ให้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และให้ดำเนินการโดยเด็ดขาดต่อผู้กระทำผิด โดย เร่งรัดดำเนินการ ทั้งในด้านบริหารและด้านวินัย หากมีเจ้าหน้าที่ของรัฐ เข้าไปสนับสนุนการกระทำผิดยาเสพติดและไม่ปรากฏหลักฐานที่จะดำเนินการตามกฎหมายได้ ดำเนินการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด ต่อผู้ที่กระทำผิดอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจ้าหน้าที่รัฐที่มีพฤติการณ์ผลิตและค้ายาเสพติด 
กำกับ ควบคุมในระบบบังคับบัญชา ให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับสอดส่อง ดูแลมิให้ผู้ใต้บังคับบัญชากระทำผิดด้านยาเสพติดอย่างเด็ดขาด
๔ ความรับผิดชอบ
๔.๑  ผู้รับผิดชอบหลัก : ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
๔.๒  เจ้าภาพหลัก : สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
๔.๓  เจ้าภาพร่วม : กระทรวงยุติธรรม (กรมสอบสวนคดีพิเศษ /สำนักงาน ป.ป.ส. / สำนักงาน ปปง. / สำนักงาน ป.ป.ท.)
๔.๔ เจ้าภาพรอง : กระทรวงมหาดไทย (สำนักงานปลัดกระทรวงฯ/กรมการปกครอง) กองบัญชาการกองทัพไทย (กองทัพบก/กองทัพเรือ/กองทัพอากาศ /กรมสรรพากร )
๔.๕ กลไกประสานงาน : คณะอำนวยการปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติด หรืออนุกรรมการ ๔.๖ ผู้รับผิดชอบพื้นที่ : ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด
   
โครงการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติดแบบบูรณาการ
๑ สถานการณ์
๑.๑ จากการประมาณการผู้เสพยาเสพติดในประเทศไทย ซึ่งอยู่ระหว่าง ๕๐๐,๐๐๐ -๖๐๐,๐๐๐คน ในช่วง ๓-๔ ปีที่ผ่านมา โดยในแต่ละปี ที่สามารถเข้า บำบัดรักษาในทุกระบบได้ ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ คน  ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ยังมีผู้เสพยาจำนวนมาก ที่ยังไม่เข้าสู่การบำบัดรักษา
๑.๒ ระบบบำบัดรักษา ทั้ง ๓ ระบบ ในช่วง ๔-๕ ปีที่ผ่านมา จัดอยู่ในภาวะขาดความสมดุลของระบบ เนื่องจาก ผู้เสพยาส่วนใหญ่ ไม่เข้าสู่การบำบัดรักษา แบบสมัครใจ แต่ต้องใช้วิธีการจับกุมเพื่อนำเข้าสู่ระบบบำบัดแบบบังคับและระบบต้องโทษ ทำให้เกิดปัญหาประสิทธิภาพ การรองรับในระบบบังคับบำบัดไม่เพียงพอ ทั้งในด้านงบประมาณ สถานที่ ประสิทธิภาพการบำบัด ฯลฯส่งผลให้ผู้เสพจำนวนไม่น้อยที่ถูกควบคุมในระบบที่ไม่เหมาะสมกับระดับการเสพติด และกลับสู่ชุมชน ก่อนกำหนด และกลับไปมีพฤติการณ์ด้านยาเสพติดซ้ำอีก
๑.๓ มาตรการติดตาม ช่วยเหลือ ฟื้นฟูผู้ผ่านการบำบัดฯ ทุกระบบ ยังไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มที่ เพราะยังมีปัจจัยอื่นอีกมากที่ยังคงเป็นปัญหาอยู่ เช่น การยอมรับของชุมชนและสังคม การสนับสนุนเงินทุนและอาชีพ การจัดระบบติดตาม ช่วยเหลือ การกลับสู่สังคม/ชุมชนเดิมที่ยังมีปัญหายาเสพติดอยู่ ฯลฯ
๒ เป้าหมาย
๒.๑ นำผู้เสพเข้าสู่ระบบบำบัดฯโดยกระบวนการชุมชน ประชาสังคมเข้าค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและบำบัดแบบสมัครใจ ให้ได้ ๑๒๐,๐๐๐ คนในระยะ ๖ เดือน ในทุกจังหวัด ๒.๒ ขยายความพร้อมในมาตรการบังคับบำบัดฯให้สามารถรองรับผู้เสพที่ต้อง เข้ารับการบำบัดรักษา ตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๕ ให้เพียงพอและตามเงื่อนไขการเสพติดของแต่ละบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในพื้นที่กลุ่มที่ ๑ และพื้นที่กลุ่มที่ ๒
๓ การปฏิบัติ
๓.๑ ลดจำนวนผู้เสพยาเสพติดในแต่ละจังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในจังหวัดเน้นหนัก โดยเน้นการบูรณาการกลไกต่างๆที่มีอยู่เพื่อนำผู้เสพเข้าสู่การ บำบัดฟื้นฟูตามรูปแบบที่เหมาะสมให้มากที่สุด ด้วยกระบวนการชุมชนและกระบวนการสมัครใจ กระบวนการนี้ หากสามารถดำเนินการได้มากเท่าใด จะส่งผลต่อการ ลดปัญหายาเสพติดของประเทศมากขึ้นเท่านั้น โดย
ทุกอำเภอ ใช้กลไก กระบวนการประชาคมหมู่บ้าน หรือรูปแบบการชักชวนที่เหมาะสมกับพื้นที่นำผู้เสพเข้าบำบัดฟื้นฟู โดยในพื้นที่ทั่วไป ใช้กลไกของอำเภอ กลไกหมู่บ้าน/ชุมชน กลไกอาสาสมัครสาธารณสุข/อสม. สำหรับพื้นที่สถานการณ์พิเศษ เช่น กทม.และปริมณฑล จังหวัดชายแดนภาคใต้ ฯลฯ ใช้ชุดปฏิบัติการ พิเศษนอกพื้นที่ เช่น ชุด กอ.รมน. หน่วยทหาร ชุดตำรวจชุมชนสัมพันธ์ กลไกภาคประชาสังคม ฯลฯ ที่จัดให้มีขึ้นเฉพาะ ทำการรณรงค์ จัดประชาคมหมู่บ้าน สนับสนุนภารกิจของอำเภอ และชักชวนผู้เสพยาเสพติดเข้ารับการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพตามความเหมาะสม
จัดค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสำหรับผู้เสพ/ผู้ใช้ ให้ทุกจังหวัด จัดให้มีค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสำหรับอบรมผู้เสพ/ผู้ใช้ยาเสพติดขั้นต้น ที่ได้จากกระบวนการ ประชาคมหรือสมัครใจ โดยจะจัดอบรมเป็นรุ่นๆ ตามเงื่อนไขของแต่ละจังหวัด
นำผู้เสพเข้าสู่การบำบัดแบบสมัครใจ  ในสถานพยาบาลและสถานบำบัดในพื้นที่ ซึ่งจะมาเป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่มตามความเหมาะสม
จัดค่ายอบรมในพื้นที  ซึ่งเป็นการร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับองค์กรชุมชนในพื้นที่ เพื่อทำการบำบัดฟื้นฟูผู้เสพในชุมชนเอง
ในพื้นที่ที่มีลักษณะเฉพาะ เช่น พื้นที่ความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ใช้การอบรมค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามเงื่อนไขที่เหมาะสมของแต่ละท้องถิ่น เช่น โครงการญาลันนันบารู เป็นต้น
๓.๒ ขยายศักยภาพของมาตรการบังคับบำบัดในจังหวัดที่มีความจำเป็นสูง  เนื่องจากมีเป้าหมายผู้เสพที่จะรอเข้าระบบนี้อีกเป็นจำนวนมาก โดยให้ เพิ่มศักยภาพของแต่ละจังหวัดในการรองรับผู้เสพที่เข้าเงื่อนไขตาม พรบ.ฟื้นฟูฯ ให้มากที่สุด มิให้อยู่ในภาวะตกค้าง อันจะเกิดผลเสียต่อการบำบัดฟื้นฟูในภาพรวม โดยให้จังหวัดดำเนินการ ดังนี้   
เพิ่มศักยภาพระบบบังคับบำบัดในจังหวัด  โดย ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ถือเป็นภารกิจของจังหวัดในอันที่จะลดจำนวนผู้เสพยาเสพติดในจังหวัด โดยเพิ่มศักยภาพ การบำบัดฟื้นฟูผู้เสพยาเสพติดให้เพิ่มสูงขึ้น สามารถบริหารจัดการ ระดมทรัพยากรต่างๆ ที่มีอยู่ในจังหวัด เพื่อแก้ไขปัญหา และมิให้ปัญหายาเสพติดสร้างความ เดือดร้อนต่อชุมชนและสังคมในจังหวัด
สำรวจ ประเมินศักยภาพการบำบัดฟื้นฟูในจังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรการบังคับบำบัดฯ เปรียบเทียบกับจำนวนผู้เสพในจังหวัดที่จะเข้าบำบัดฟื้นฟูในระบบนี้ ว่ามีเพียงพอหรือไม่ จะต้องปรับปรุงเพิ่มเติมในเรื่องใด จำแนกคัดกรองผู้เสพที่เข้าเงื่อนไขตาม  พ.ร.บ.ฟื้นฟูฯ ในจังหวัด ตามเกณฑ์การเสพติด และนำผู้เสพที่เข้าเงื่อนไขเหล่านี้ เข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟู ตามความเหมาะสม ได้แก่                                                       สำหรับผู้เสพ/ผู้ใช้ที่ยังไม่ติด ให้จังหวัดนำเข้าค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ระยะสั้น
สำหรับผู้ที่มีอาการเสพติด ให้เข้าศูนย์ฟื้นฟูฯ (ค่ายวิวัฒน์พลเมือง) ที่มีอยู่ในจังหวัด หรือ กลุ่มจังหวัดใกล้เคียง
สำหรับผู้เข้าเงื่อนไข พ.ร.บ.ฟื้นฟูฯ ที่เป็นผู้เสพติดเรื้อรัง (hard-core) ให้พิจารณานำเข้าบังคับบำบัดระยะยาว  ณ สถานที่ที่กำหนด
จัดหาสถานที่บำบัดเพิ่มเติม ให้หน่วยงานส่วนกลางที่เกี่ยวข้อง เช่น กองบัญชาการกองทัพไทย กระทรวงมหาดไทย ฯลฯ และจังหวัดที่มีเงื่อนไขความพร้อม พิจารณาหาสถานที่ที่จะจัดทำค่ายบำบัดฟื้นฟู และ โรงเรียนวิวัฒน์พลเมืองเพิ่มเติม เพื่อรองรับผู้เสพที่เป็นเป้าหมายนำเข้าบำบัดฟื้นฟูในระบบนี้  รวมทั้งให้พิจารณา ระบบสนับสนุนเป็นกลุ่มจังหวัด โดยให้มีโรงเรียนวิวัฒน์พลเมืองในจังหวัดใดจังหวัดหนึ่งในกลุ่มจังหวัด
กำหนดแนวทางที่ชัดเจนสำหรับบุคคลที่เข้า พรบ.ฟื้นฟูฯ หลายครั้ง หรือที่เคยมีประวัติเคยกระทำผิดในคดีอาญาต่างๆ  หากจะปล่อยตัวออกไปอย่างรวดเร้ว จะมีผลต่อการกระทำความผิดซ้ำอีก หรือ ไปสร้างความเดือดร้อนต่อชุมชน จึงควรจัดให้มีระบบส่งต่อไปยังระบบต้องโทษ หรือ การควบคุมระยะยาวเพื่อปรับ เปลี่ยนพฤตินิสัย เป็นต้น ซึ่งจะต้องเป็นรายละเอียดเป็นรายบุคคล  และให้จังหวัดจัดระบบทะเบียนรายชื่อบุคคลดังกล่าว เป็นฐานข้อมูลรายชุมชน เพื่อสามารถนำ ไปใช้ประโยชน์ในการดำเนินการติดตาม ช่วยเหลือต่อไปในภายหลัง
งบประมาณเพิ่มเติม การลดจำนวนผู้เสพตามแนวทางข้างต้น จำเป็นต้องมีการใช้งบประมาณเพิ่มเติม ทั้งในด้านสถานที่ การส่งเข้าบำบัดรักษาตามความเหมาะสม ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งต้องใช้งบประมาณมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ดังนั้น  เพื่อให้จังหวัดสามารถใช้งบประมาณ ทรัพยากรภายในจังหวัด ก็จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ในสถานการณ์ปัจจุบัน  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
๓.๓ การเสริมกิจกรรมและปรับขั้นตอนการบังคับบำบัด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับบำบัดรักษาให้มากขึ้น โดยมีแนวทางการปรับปรุง ดังนี้
ลดขั้นตอนในการตรวจพิสูจน์ให้เร็วขึ้น เพื่อสามารถดำเนินกิจกรรมอื่นได้
จัดโปรแกรมเตรียมความพร้อมระหว่างรอตรวจพิสูจน์  ได้แก่ จัดให้มีโปรแกรมการตรวจสุขภาพ  ให้ความรู้ระหว่างรอผล
จัดอบรมให้ความรู้ด้านยาเสพติด ในกรณีที่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว
๓.๔ ให้ความช่วยเหลือ ในการดำเนินชีวิตภายหลังผ่านการบำบัดฟื้นฟู แล้ว โดยให้การศึกษาเพิ่มเติม ให้อาชีพการงาน สนับสนุนเงินทุนประกอบอาชีพ รวมทั้ง จัดให้มีกลุ่มช่วยเหลือ ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ๓.๕ จัดกลไกติดตามผู้ผ่านการบำบัดฯให้สามารถกลับสู่สังคมตามปกติ ได้แก่ เตรียมความพร้อมให้กับผู้เสพยาเสพติด  เตรียมความพร้อมครอบครัว เตรียมความพร้อมชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ใช้กลไกของตำบล และ กรรมการหมู่บ้าน อาสาสมัครสาธารณสุข และ อาสาสมัครชุมชน เป็นกลไกติดตามร่วมกัน ๔ ความรับผิดชอบ
๔.๑ ผู้รับผิดชอบหลัก :  ปลัดกระทรวงสาธารณสุข
๔.๒ เจ้าภาพหลัก : กระทรวงสาธารณสุข (สำนักงานปลัดกระทรวงฯ/กรมการแพทย์/กรมสุขภาพจิต)
๔.๓ เจ้าภาพร่วม : กระทรวงยุติธรรม (กรมคุมประพฤติ/กรมราชทัณฑ์/กรมสถานพินิจ /สำนักงาน ป.ป.ส.)
๔.๔ เจ้าภาพรอง : กระทรวงมหาดไทย (กรมการปกครอง /กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น/ กทม.) กองบัญชาการกองทัพไทย (กองทัพบก /กองทัพเรือ/กองทัพอากาศ/บก.สส)  กระทรวงแรงงาน (สำนักงานปลัดกระทรวง/กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน/กรมสวัสดิการและคุมครองแรงงาน /กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน )
๔.๕ กลไกประสานงาน : คณะอำนวยการปฏิบัติการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพ หรืออนุกรรมการ
๔.๖ ผู้รับผิดชอบพื้นที่ : ผู้ว่าราชการจังหวัด /ผอ.รมน.จว. นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด